หากพูดถึงการก่อไฟหรือการจุดไฟเพื่อทำอะไรสักอย่างหนึ่ง
หลายคนต้องร้องหาไฟแช็กกันจ้าละหวั่นแน่นอนใครจะมัวแต่ไปเอาไม้มาถูกันให้เกิดประกายไฟ
หรือการนำหินมากระเทาะกันให้เกิดสะเก็ดไฟให้เหงื่อตกเล่นอยู่หลายชั่วโมง ไฟแช็กสิ!
ง่ายๆ รวดเร็วราวดีดนิ้วเสกไฟ แต่ก่อนจะมีไฟแช็กให้เราได้จุดไฟกันอย่างสะดวกสบายแล้ว
มีใครเคยนึกถึงไม้ขีดไฟกันบ้างมั๊ย?
เคยถามตัวเองมั๊ยว่าจุดไฟด้วยไม้ขีดไฟครั้งสุดท้ายเมื่อไร
เด็กรุ่นใหม่บางคนเคยได้ใช้ไม้ขีดไฟกันหรือยัง
ถ้าเรายังเป็นมนุษย์ถ้ำ
เราคงตื่นเต้นกันมากที่มีสิ่งประดิษฐ์ที่สามารถจุดไฟได้อย่างไม้ขีดไฟ
แต่บังเอิญเราไม่ใช่มนุษย์ถ้ำกันแล้ว เราเลยเฉยๆ จนแทบจะไม่ใส่ใจกับของใช้ในอดีต
วันนี้ก็เลยอยากจะมาย้อนรอยไม้ขีดไฟให้ทุกคนได้รู้ไปพร้อมๆ
ไม้ขีดไฟติดไฟได้อย่างไร?
ปัจจุบันนี้เราใช้วัสดุที่ค่อนข้างปลอดภัยกว่าในยุคก่อนๆ มาก
และไม้ขีดไฟจะติดไฟได้เมื่อขีดหัวไม้ขีดลงบนข้างกลักที่เคลือบด้วยฟอสฟอรัสแดง
ทำให้ฟอสฟอรัสแดงระเหิดออกมารวมกับออกซิเจนที่ได้จากโพแทสเซียมคลอเรตที่หัวไม้ขีด
จึงทำให้ไม้ขีดติดไฟขึ้นได้
ถ้าวัสดุที่ใช้กันในปัจจุบันมีความปลอดภัยกว่ายุคก่อนหน้า
แล้วยุคก่อนหน้าใช้วัสดุอะไรในการทำไม้ขีดไฟ แล้วเราเริ่มใช้ไม้ขีดไฟกันตั้งแต่เมื่อไร
เราเริ่มใช้ไม้ขีดไฟกันได้อย่างไร?
ไม้ขีดไฟ
เจ้าก้านเล็กๆ หัวแดงๆ ที่เมื่อเอาส่วนไปเสียดสีกับข้างกล่องแล้วติดไฟ
(บางอันก็ติดบ้างไม่ติดบ้าง) และการใช้งานในปัจจุบันนี้
จะมีเห็นให้ใช้ส่วนใหญ่ก็คงจะมีแต่ในวัดหรือตามอนุสาวรีย์
หรือสถานที่ศักดิ์สิทธ์ทั้งหลายที่คนมักไปกราบไหว้บูชา (เพื่อขอพร)
แต่ใครจะรู้ว่ามันมีการเดินทางที่ยาวนานใช่เล่นเลยทีเดียว
ในปี พ.ศ. 1043
-1120 ในช่วงที่จีนตกอยู่ในช่วงสงครามชนเผ่า
การหุงหาอาหารขาดแคลนเชื้อไฟ เหล่านางกำนัลจึงใช้ก้านไม้สนเล็กๆ ชุบด้วยกำมะถัน
ซึ่งเชื้อเพลิงนี้จะติดไฟได้เมื่อโดนสะเก็ดไฟเพียงเล็กน้อย
และนี่ก็คือต้นกำเนิดของไม้ขีดไฟ แต่ในเวลานั้น
สิ่งประดิษฐ์นี้ถูกเรียกว่า ก้านไฟหนึ่งนิ้ว
ช่วงก่อนปีพ.ศ. 2073 ไม่พบหลักฐานของไม้ขีดไฟในยุโรป
แต่คาดการว่าเจ้า “ก้านไฟหนึ่งนิ้ว” นี้คงเข้าสู่ทวีปยุโรปพร้อมกับนักเดินทางช่วยุโรปที่เดินทางไปจีนในช่วงเวาลาเดียวกับมาร์โค
โปโล และชาวยุโรปได้ใช้ไม้สนชุบกำมะถันนั้นเรื่อยมา
พ.ศ. 2370 จอห์น
วอร์คเกอร์ (John Walker) นักเคมีชาวอังกฤษ
ทำการจุ่มปลายไม้ลงในส่วนผสมของ แอนติโมนีไตรซัลไฟด์, โพแทสเซียมคลอเรตและกาวจากยางไม้
ซึ่งเมื่อนำไปขีดลงบนวัตถุจะทำให้เกิดประกายไฟขึ้นวอร์คเกอร์จึงเรียกสิ่งประดิษฐ์ของเขาว่า
“ไม้ขีดไฟ (Matches)” วอร์คเกอร์
จึงได้ผลิตแล้วนำออกขายในกล่องดีบุกบรรจุ 50 ก้าน
(พร้อมด้วยกระดาษทรายเพื่อใช้เสียดสีให้เกิดประกายไฟ) ภายใต้ยี่ห้อ “CONGREVES” แต่คุณภาพก็ไม่ได้ดีพอที่จะติดไฟได้ทุกครั้ง
ซึ่งต่อมาชาร์ล
โซเรีย (Charles
Sauria) ชาวฝรั่งเศส
และเจคอบ ฟรีดริช คามเมอเรอ (Jacob Friedrich Kammerer)ชาวเยอรมัน ได้คิดค้นส่วนผสมใหม่จากกำมะถัน โฟแทสเซียมคลอเรต
และฟอสฟอรัสขาว ซึ่งมีความไวไฟสูง จึงติดไฟง่าย แต่ก็ติดง่ายเกินไป
เพราะแค่สัมผัสกับเสื้อผ้าก็ติดไฟแล้ว
การพกพาไม้ขีดไฟสมัยนั้นจึงต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง แต่ที่เป็นอันตรายมากๆ
ก็คือคนงานในโรงงานผลิตไม้ขีดไฟที่ต้องล้มตายด้วยโรค Phossy
Jaw ซึ่งเป็นอันตรายจากไอระเหยของฟอสฟอรัสขาว
ที่ทำให้กระดูกขากรรไกรผุกร่อน ซึ่งอันตรายถึงชีวิต
พ.ศ. 2387 กุสตาฟ อีริค พาสช์ (Gustaf
Erik Pasch)นักเคมีชาวสวีดิช
เปลี่ยนใช้ส่วนผสมจากฟอสฟอรัสขาวเป็นฟอสฟอรัสแดง ซึ่งไม่เป็นพิษและไม่ไวไฟ
จึงทำให้ทั้งผู้ผลิตและผู้ใช้ไม้ขีดไฟปลอดภัยมากขึ้น
พ.ศ. 2394 โจฮาน ลันสตรอม (Johan
Lunstrom)ชาวสวีดิช
ใช้ฟอสฟอรัสแดงผสมกาวทาผิวข้างกลักแทนการผสมที่หัวไม้ขีดไฟ ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้ไฟก็จะติดก็ต่อเมื่อขีด
(ให้ฟอสฟอรัสแดงระเหิด
โดยมีโพแทสเซียมคลอเรตและแอนติโมนีไตรซัลไฟด์เป็นตัวให้ออกซิเจน)
กับกลักข้างกล่องเท่านั้น
พ.ศ. 2398 ไม้ขีดไฟของลันสตอมได้เข้าสู่กระบวนการผลิตด้วยเครื่องจักรและวางจำหน่ายไปทั่วโลกภายใต้ชื่อ
“Safty Matches” นับล้านกล่อง
โดยไม้ขีดไฟเดินทางเข้ามาในประเทศไทยในช่วงรัชกาลที่
4 ซึ่งในสมัยแรกๆ
เป็นสินค้านำเข้าจากสวีเดนและญี่ปุ่น
แม้ว่าการใช้งานไม้ขีดไฟจะไม่ได้รับความนิยมในปัจจุบันแล้ว แต่เรื่องราวของไม้ขีดไฟก็ยังเป็นเรื่องเล่าที่ปู่ย่าตายายสมัยยังหนุ่มสาวชอบเล่าให้ฟังเวลาไฟดับ ที่ต้องควานหาไม้ขีดไฟเพื่อมาจุดไฟตะเกียงหรือเทียนเวลาไฟดับ ...แล้วที่บ้านของคุณล่ะ มีไม้ขีดไฟไว้จุดเทียนเวลาไฟดับ (แบบคลาสสิค) แบบคุณตาคุณยายหรือเปล่า?
ก่อนที่ไม้ขีดไฟจะถูกลืมจนใช้ไม่เป็น, มาฟังเพลงเพราะๆเพลินๆกินใจจากน้องไม้ขีดไฟกันดีกว่า^^
CREDIT : https://www.youtube.com/watch?v=a09JYhpdbDE ; SONG
http://www.vcharkarn.com/varticle/502326 ; KNOWLEDGE
THANKS A BRUNCH.






ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น