วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ใบงานที่ 8 ข้อสอบ 7 วิชาสามัญ (ระบบการสอบ 9 วิชาสามัญ)

            มาทำความรู้จักกับ “9 วิชาสามัญ” ที่จะเริ่มใช้ในการสอบรับตรงปี 59 กันครับ จริงๆแล้ว 9 วิชาสามัญไม่ใช่ข้อสอบใหม่อะไรเลยเพียงแค่มันอัพเกรดขึ้นมาจาก “7 วิชาสามัญ” ของปีที่แล้วโดยเพิ่มวิชาสอบเข้ามา 2 วิชาเท่านั้นเองค่ะ

        9 วิชาสามัญ 

     กำแพงที่รอให้ปีนข้ามเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย

         9 วิชาสามัญ คือการสอบตรงเข้าสู่มหาวิทยาลัยโดยใช้ข้อสอบกลาง แต่ยื่นคะแนนตรงกับมหาวิทยาลัย ใครยังไม่รู้จักระบบการสอบแอดมิชชันส์และการรับตรง ให้อ่านที่นี่นะครับ พี่โอเล่เขียนเอาไว้ในเว็ป admission.in.th ละเอียดมากๆค่ะ
          ปีก่อนหน้านี้เจ้าระบบสอบตรงโดยใช้ข้อสอบกลางอันนี้เคยมีชื่อว่า “7 วิชาสามัญ” มาก่อนครับ โดยปีนี้ก็ได้อัพเกรดตัวเอง เพิ่มวิชาเข้ามาสองวิชาคือ คณิตศาสตร์ของสายศิลป์ และวิทยาศาสตร์พื้นฐานของสายศิลป์ครับ ทำให้ 9 วิชาสามัญมีจำนวนวิชาที่ใช้สอบดังนี้
1.วิชาภาษาไทย
2.วิชาสังคมศึกษา
3.วิชาภาษาอังกฤษ
4.วิชาคณิตศาสตร์ 1 (สายวิทย์และศิลป์คำนวณ)
5.วิชาฟิสิกส์
6.วิชาเคมี
7.วิชาชีววิทยา
8.วิชาคณิตศาสตร์ 2 (สายศิลป์ภาษา)
9.วิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐาน (สายศิลป์ภาษา)

    ต้องสอบทั้ง 9 วิชาเลยเหรอ?

           ไม่จำเป็นครับ ที่มันชื่อ “9 วิชาสามัญ” ก็เพราะว่ามันมีวิชาให้เลือกสอบทั้งหมด 9 วิชา ไม่ใช่ว่าต้องสอบทั้ง 9 วิชานะครับ ส่วนเราจะต้องสอบวิชาอะไรบ้างก็ให้ตรวจสอบกับทางคณะ/มหาวิทยาลัยที่เราจะยื่นคะแนน ว่าเขาต้องการคะแนนวิชาไหนบ้าง เท่านั้นเองค่ะ

      ตัวอย่างเช่น

          1. หมอกอยากสอบตรงเข้าคณะนิเทศน์ มหาวิทยาลัย A หมอกก็เข้าไปค้นข้อมูลในเว็ปของคณะ พบว่าทางคณะรับนักศึกษาใหม่ด้วยวิธีรับตรง 9 วิชาสามัญ มีวิชาที่ต้องสอบดังนี้: ภาษาไทย, สังคม, ภาษาอังกฤษ, คณิตศาสตร์2, วิทยาศาสตร์พื้นฐาน รวมทั้งสิ้น 5 วิชา หมอกจึงไปสมัครสอบ 5 วิชานี้ และนำคะแนนสอบที่ได้ไปยื่นที่คณะนิเทศน์ มหาวิทยาลัย A
          2. ขวัญอยากสอบตรงเข้าคณะทันตะ มหาวิทยาลัย B ขวัญก็เข้าไปค้นข้อมูลในเว็ปของคณะ พบว่าทางคณะรับนักศึกษาใหม่ด้วยวิธีรับตรง 9 วิชาสามัญ มีวิชาที่ต้องสอบดังนี้: ภาษาไทย, สังคม, ภาษาอังกฤษ, คณิตศาสตร์1,ฟิสิกส์,เคมี,ชีวะ รวมทั้งสิ้น 7 วิชา ขวัญจึงไปสมัครสอบ 7 วิชานี้ และนำคะแนนสอบที่ได้ไปยื่นที่คณะทันตะ มหาวิทยาลัย B
          3. วิน ยังไม่แน่ใจว่าตัวเองต้องการคณะอะไร อยากเรียนหลายคณะ บัญชี สถาปัตย์ วิศวะ อักษร ฯลฯ วินไปเช็คกับเว็ปทุกคณะเจอว่าตัวเองต้องสอบทั้ง 9 วิชาเลย วินก็สมัครสอบไป 9 วิชา
**กรณีของหมอก ขวัญ และวินเป็นเพียงตัวอย่างนะครับ ใครสนใจคณะไหนก็ต้องไปเช็คกับทางคณะนั้นเองว่าต้องใช้วิชาอะไรบ้าง

       แล้วมันต่างจากแอดมิชชันส์ตรงไหน?

          ตอบได้ตรงๆเลยครับว่าภาพรวมมันเหมือนกันมาก เรียกได้ว่ามองผ่านๆนี่ยังกะฝาแฝดคลานตามกันมาเลย แต่ถ้าจ้องดูดีๆก็จะพบว่าต่างกันตรงรายละเอียดปลีกย่อยหลายๆอย่าง

       ส่วนที่เหมือน

  • ใช้ข้อสอบรวม สอบทีเดียว
  • ออกข้อสอบโดย สทศ.

       ส่วนที่แตกต่าง

      สรุปได้ดังนี้
หัวข้อ
แอดมิชชันส์
9 วิชาสามัญ
ข้อสอบ O-Net
ใช้คำนวณคะแนนด้วย
ไม่ใช้คำนวณคะแนน
เกรดเฉลี่ย GPA
นำมาคิดคะแนนด้วย ทำให้เด็กจากโรงเรียนที่แข่งขันสูงเสียเปรียบ
ไม่นำมาคิดคะแนน แต่จะกำหนดเกณฑ์เกรดเฉลี่ยขั้นต่ำเอาไว้แทน ถ้าเกรดสูงกว่าเกณฑ์ก็สามารถยื่นคะแนนได้
สัดส่วนคะแนนของแต่ละวิชา
เท่ากันหมด
สัดส่วนคะแนนแต่ละวิชาไม่เท่ากัน เช่นคณะวิศวะอาจจะให้สัดส่วนในวิชาคณิตสูงกว่าวิชาอื่นๆ
ความยากของข้อสอบ
ยากกว่ามาก ทำให้คะแนนสอบของนักเรียนทั่วประเทศไม่ค่อยกระจาย ไม่เป็นที่ชื่นชอบของเด็กเรียน แต่เด็กที่เน้นเดาข้อสอบจะชอบกว่ามากเนื่องจากมีลุ้นฟลุ๊คเดาถูก
ง่ายกว่า คะแนนกระจายกว่า เป็นที่ชื่นชอบของเด็กเรียนมากกว่า
วิชาฟิสิกส์ เคมี ชีวะ
แอดมิชชันส์รวมวิชา ฟิสิกส์ เคมี และชีวะ เข้าเป็นวิชาเดียวกันคือ PAT2 เลือกแยกสอบไม่ได้ต้องสอบรวมกันหมด มีปัญหากับคณะสถาปัตย์บางที่ที่ไม่ต้องการให้สอบเคมี
เลือกสอบได้ อิสระกว่า

     สรุป

            โดยรวมแล้วพี่โอเล่ก็ยังแนะนำให้สอบทั้งหมดสองระบบอยู่ดีนะครับ และจะมุ่งเน้นไปที่ 9 วิชาสามัญมากกว่าแอดมิชชันส์ครับ ถ้ามีอะไรอัพเดทพี่จะมาโพสต์เพิ่มให้นะครับ สำหรับน้องคนไหนที่มีคำถามต่างๆก็โพสต์ถามได้ข้างล่างนี้ครับ

อัพเดท1

ระบบนี้เริ่มใช้ปี 59 นะครับ ใครที่สอบปี 58 ยังใช้ระบบเก่าอยู่นะ

อัพเดท2

**เนื่องจากมีน้องหลายคนได้ถามว่า คณะ A ใช้วิชาอะไรบ้าง, คณะ B ใช้วิชาอะไรบ้าง พี่โอเล่แนะนำให้น้องเข้าไปที่เว็ปไซท์ของคณะนั้นๆด้วยวิธีนี้ คือ
1. เปิด google.co.th
2. พิมพ์ชื่อคณะ และมหาวิทยาลัยลงไป เช่น “คณะเภสัช มหาวิทยาลัยเชียงใหม่” ก็จะเจอเว็ปไซท์ของคณะ


เพื่อความเข้าใจมากยิ่งขึ้น ไปชมคลิปบรรยายการสอบ 9 วิชาสามัญกันเลยย...

เนื่องจาก 9 วิชาสามัญมาจาก 7 วิชาสามัญ เพราะฉะนั้นก็มีวิธีการสอบคล้ายๆกันค่ะ



ตัวอย่างข้อสอบ 7 วิชาสามัญปีก่อนๆ

ที่มารูปภาพประกอบเนื้อหาข้อสอบ 7 วิชาสามัญ

        1. วิชาภาษาไทย : Thai
Click here : ข้อสอบ 7 วิชาสามัญ (ภาษาไทยปี 57)
ที่มารูปภาพประกอบวิชาภาษาไทย
              
              2. วิชาสังคม : Socail


Click here : ข้อสอบ 7 วิชาสามัญ+เฉลย (คณิตศาสตร์ปี 57)
ที่มารูปภาพประกอบวิชาคณิตศาสตร์

        5. วิชาฟิสิกส์ : Physics 
Click here : ข้อสอบ 7 วิชาสามัญ (ฟิสิกส์ปี 57)
ที่มารูปภาพประกอบวิชาฟิสิกส์

        6. วิชาเคมี : Chemistry
Click here : ข้อสอบ 7 วิชาสามัญ (เคมีปี 57)
ที่มารูปภาพประกอบวิชาเคมี

         7. วิชาชีววิทยา : Biology
Click here : ข้อสอบ 7 วิชาสามัญ (ชีววิทยาปี 57)
ที่มารูปภาพประกอบวิชาชีววิทยา

      Information Credit : http://www.admission.in.th/9-วิชาสามัญคืออะไร/
Examination Credit : http://forum.02dual.com/index.php?topic=8141.0
      Video Credit : https://www.youtube.com/watch?v=P4-cI4FsZ28

วันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ใบงานที่ 5 ค่านิยม 12 ประการ

ค่านิยมหลักของคนไทย 12 ประการ

ตามนโยบายของ คสช.




  1. มีความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
  2. ซื่อสัตย์ เสียสละ อดทน มีอุดมการณ์ในสิ่งที่ดีงามเพื่อส่วนรวม
  3. กตัญญูต่อพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครูบาอาจารย์
  4. ใฝ่หาความรู้ หมั่นศึกษาเล่าเรียนทั้งทางตรง และทางอ้อม
  5. รักษาวัฒนธรรมประเพณีไทยอันงดงาม
  6. มีศีลธรรม รักษาความสัตย์ หวังดีต่อผู้อื่น เผื่อแผ่และแบ่งปัน
  7. เข้าใจเรียนรู้การเป็นประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่ถูกต้อง
  8. มีระเบียบวินัย เคารพกฎหมาย ผู้น้อยรู้จักการเคารพผู้ใหญ่
  9. มีสติรู้ตัว รู้คิด รู้ทำ รู้ปฏิบัติตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
  10. รู้จักดำรงตนอยู่โดยใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามพระราชดำรัสของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รู้จักอดออมไว้ใช้เมื่อยามจำเป็น มีไว้พอกินพอใช้ ถ้าเหลือก็แจกจ่ายจำหน่าย และพร้อมที่จะขยายกิจการเมื่อมีความพร้อม เมื่อมีภูมิคุ้มกันที่ดี
  11. มีความเข้มแข็งทั้งร่างกาย และจิตใจ ไม่ยอมแพ้ต่ออ านาจฝ่ายต่ า หรือกิเลส มีความละอายเกรงกลัวต่อบาปตามหลักของศาสนา
  12. คำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวม และของชาติมากกว่าผลประโยชน์ของตนเอง



รูปภาพประกอบ ค่านิยม 12 ประการ


Credit video : https://youtu.be/H9891PGJl6Y
Credit information : http://www.mnre.go.th/ewt_news.php?nid=3230

วันจันทร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ใบงานที่ 4 พรบ.เกี่ยวกับการใช้คอพิวเตอร์

สรุปความ พรบ.คอมพิวเตอร์ 2550


       

          เนื่องจากพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ ได้การประกาศใช้ในวันที่ 19 กรกฎาคม 2550 ในด้านของการศึกษา โดยเฉพาะการผลิตสื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก ในฐานะผู้ออกแบบและพัฒนานั้นจะต้องคำนึงถึงความถูกต้องเป็นสำคัญ จึงจำเป็นต้องรู้กฎหมาย และมีความรอบคอบในการทำงานและระวังให้มากขึ้น

รูปภาพประกอบ พรบ.คอมพิวเตอร์ 2550

  1. เจ้าของเครื่องคอมพิวเตอร์ไม่อนุญาตให้เข้าระบบคอมพิวเตอร์ของเขา ถ้าเราแอบเข้าไป "จำคุก 6 เดือน"
  2. เจาะเข้าระบบคอมพิวเตอร์ของคนอื่น แล้วเผยแพร่ให้คนอื่นรู้   "จำคุกไม่เกินปี"
  3. แอบเข้าไปล้วงข้อมูลส่วนบุคคลที่เก็บเอาไว้ในระบบคอมพิวเตอร์   "จำคุกไม่เกิน 2 ปี"
  4. ข้อมูลที่ถูกส่งหากันผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ แล้วไปดักจับข้อมูลของเขา "จำคุกไม่เกิน 3 ปี"        
    รูปภาพประกอบ พรบ.คอมพิวเตอร์ 2550
       
  5. ข้อมูลที่อยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ ถ้ามีไปตัดต่อ ดัดแปลง "จำคุกไม่เกิน 5 ปี" (ดังนั้นอย่าไปแก้ไขงานเอกสารที่อยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์คนอื่น)
  6. ปล่อย Multiware เช่น virus, Trojan, worm เข้าระบบคอมพิวเตอร์คนอื่นแล้วระบบเข้าเสียหาย "จำคุกไม่เกิน 5 ปี"
  7. ถ้าเราทำผิดข้อ 5. กับ ข้อ 6. และสร้างความเสียหายใหญ่โต เช่น เข้าไปดัดแปลงแก้ไข ทำลาย ก่อกวน ระบบสาธารณูปโภค หรือระบบจราจร ที่ควบคุมโดยคอมพิวเตอร์ "จำคุกสิบปีขึ้นไป" 
    รูปภาพประกอบ พรบ.คอมพิวเตอร์ 2550
  8. ถ้ารบกวนโดยการส่ง email โฆษณาต่างๆไปสร้างความรำคาญให้ผู้อื่น  "ปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท"
  9. ถ้าเราสร้างโปรแกรม หรือซอฟต์แวร์เพื่อเพื่อสนับสนุนผู้กระทำความผิด "จำคุกไม่เกินปีนึง"           
    รูปภาพประกอบ พรบ.คอมพิวเตอร์ 2550
  10. ส่งภาพโป๊ , ประเด็นที่ไม่มีมูลความจริง, ท้าทายอำนาจรัฐ "จำคุกไม่เกิน 5 ปี"
  11. เจ้าของเว็บไซด์โหรือเครือข่ายที่ยอมให้เกิดข้อ 10. โดนลงโทษด้วย "จำคุกไม่เกิน 5 ปี"                      
    รูปภาพประกอบ พรบ.คอมพิวเตอร์ 2550
  12. ชอบเอารูปคนอื่นมาตัดต่อ "จำคุกไม่เกิน 3 ปี"

CREDIT  NEWS : http://www.site.rmutt.ac.th/cuemedia/act-com2550/conclude-act50/
CREDIT VIDEO : https://www.youtube.com/watch?v=OdMqYTnBmX8
THANK A BRUNCH!

วันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ใบงานที่ 3 ความรู้และสารคดี

         หากพูดถึงการก่อไฟหรือการจุดไฟเพื่อทำอะไรสักอย่างหนึ่ง หลายคนต้องร้องหาไฟแช็กกันจ้าละหวั่นแน่นอนใครจะมัวแต่ไปเอาไม้มาถูกันให้เกิดประกายไฟ หรือการนำหินมากระเทาะกันให้เกิดสะเก็ดไฟให้เหงื่อตกเล่นอยู่หลายชั่วโมง ไฟแช็กสิ! ง่ายๆ รวดเร็วราวดีดนิ้วเสกไฟ แต่ก่อนจะมีไฟแช็กให้เราได้จุดไฟกันอย่างสะดวกสบายแล้ว

มีใครเคยนึกถึงไม้ขีดไฟกันบ้างมั๊ย?
เคยถามตัวเองมั๊ยว่าจุดไฟด้วยไม้ขีดไฟครั้งสุดท้ายเมื่อไร 
เด็กรุ่นใหม่บางคนเคยได้ใช้ไม้ขีดไฟกันหรือยัง
          ถ้าเรายังเป็นมนุษย์ถ้ำ เราคงตื่นเต้นกันมากที่มีสิ่งประดิษฐ์ที่สามารถจุดไฟได้อย่างไม้ขีดไฟ แต่บังเอิญเราไม่ใช่มนุษย์ถ้ำกันแล้ว เราเลยเฉยๆ จนแทบจะไม่ใส่ใจกับของใช้ในอดีต วันนี้ก็เลยอยากจะมาย้อนรอยไม้ขีดไฟให้ทุกคนได้รู้ไปพร้อมๆ
ไม้ขีดไฟติดไฟได้อย่างไร?
           ปัจจุบันนี้เราใช้วัสดุที่ค่อนข้างปลอดภัยกว่าในยุคก่อนๆ มาก และไม้ขีดไฟจะติดไฟได้เมื่อขีดหัวไม้ขีดลงบนข้างกลักที่เคลือบด้วยฟอสฟอรัสแดง ทำให้ฟอสฟอรัสแดงระเหิดออกมารวมกับออกซิเจนที่ได้จากโพแทสเซียมคลอเรตที่หัวไม้ขีด จึงทำให้ไม้ขีดติดไฟขึ้นได้

ถ้าวัสดุที่ใช้กันในปัจจุบันมีความปลอดภัยกว่ายุคก่อนหน้า  

แล้วยุคก่อนหน้าใช้วัสดุอะไรในการทำไม้ขีดไฟ แล้วเราเริ่มใช้ไม้ขีดไฟกันตั้งแต่เมื่อไร
เราเริ่มใช้ไม้ขีดไฟกันได้อย่างไร?
                   ไม้ขีดไฟ เจ้าก้านเล็กๆ หัวแดงๆ ที่เมื่อเอาส่วนไปเสียดสีกับข้างกล่องแล้วติดไฟ (บางอันก็ติดบ้างไม่ติดบ้าง) และการใช้งานในปัจจุบันนี้ จะมีเห็นให้ใช้ส่วนใหญ่ก็คงจะมีแต่ในวัดหรือตามอนุสาวรีย์ หรือสถานที่ศักดิ์สิทธ์ทั้งหลายที่คนมักไปกราบไหว้บูชา (เพื่อขอพร) แต่ใครจะรู้ว่ามันมีการเดินทางที่ยาวนานใช่เล่นเลยทีเดียว
            ในปี พ.ศ. 1043 -1120 ในช่วงที่จีนตกอยู่ในช่วงสงครามชนเผ่า การหุงหาอาหารขาดแคลนเชื้อไฟ เหล่านางกำนัลจึงใช้ก้านไม้สนเล็กๆ ชุบด้วยกำมะถัน ซึ่งเชื้อเพลิงนี้จะติดไฟได้เมื่อโดนสะเก็ดไฟเพียงเล็กน้อย และนี่ก็คือต้นกำเนิดของไม้ขีดไฟ แต่ในเวลานั้น สิ่งประดิษฐ์นี้ถูกเรียกว่า ก้านไฟหนึ่งนิ้ว
            ช่วงก่อนปีพ.ศ. 2073 ไม่พบหลักฐานของไม้ขีดไฟในยุโรป แต่คาดการว่าเจ้า ก้านไฟหนึ่งนิ้วนี้คงเข้าสู่ทวีปยุโรปพร้อมกับนักเดินทางช่วยุโรปที่เดินทางไปจีนในช่วงเวาลาเดียวกับมาร์โค โปโล และชาวยุโรปได้ใช้ไม้สนชุบกำมะถันนั้นเรื่อยมา
            พ.ศ. 2370 จอห์น วอร์คเกอร์ (John Walker) นักเคมีชาวอังกฤษ ทำการจุ่มปลายไม้ลงในส่วนผสมของ แอนติโมนีไตรซัลไฟด์, โพแทสเซียมคลอเรตและกาวจากยางไม้ ซึ่งเมื่อนำไปขีดลงบนวัตถุจะทำให้เกิดประกายไฟขึ้นวอร์คเกอร์จึงเรียกสิ่งประดิษฐ์ของเขาว่า ไม้ขีดไฟ (Matches)” วอร์คเกอร์ จึงได้ผลิตแล้วนำออกขายในกล่องดีบุกบรรจุ 50 ก้าน (พร้อมด้วยกระดาษทรายเพื่อใช้เสียดสีให้เกิดประกายไฟ) ภายใต้ยี่ห้อ “CONGREVES” แต่คุณภาพก็ไม่ได้ดีพอที่จะติดไฟได้ทุกครั้ง



            ซึ่งต่อมาชาร์ล โซเรีย (Charles Sauria) ชาวฝรั่งเศส และเจคอบ ฟรีดริช คามเมอเรอ (Jacob Friedrich Kammerer)ชาวเยอรมัน ได้คิดค้นส่วนผสมใหม่จากกำมะถัน โฟแทสเซียมคลอเรต และฟอสฟอรัสขาว ซึ่งมีความไวไฟสูง จึงติดไฟง่าย แต่ก็ติดง่ายเกินไป เพราะแค่สัมผัสกับเสื้อผ้าก็ติดไฟแล้ว การพกพาไม้ขีดไฟสมัยนั้นจึงต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง แต่ที่เป็นอันตรายมากๆ ก็คือคนงานในโรงงานผลิตไม้ขีดไฟที่ต้องล้มตายด้วยโรค Phossy Jaw ซึ่งเป็นอันตรายจากไอระเหยของฟอสฟอรัสขาว ที่ทำให้กระดูกขากรรไกรผุกร่อน ซึ่งอันตรายถึงชีวิต


                  พ.ศ. 2387 กุสตาฟ อีริค พาสช์ (Gustaf Erik Pasch)นักเคมีชาวสวีดิช เปลี่ยนใช้ส่วนผสมจากฟอสฟอรัสขาวเป็นฟอสฟอรัสแดง ซึ่งไม่เป็นพิษและไม่ไวไฟ จึงทำให้ทั้งผู้ผลิตและผู้ใช้ไม้ขีดไฟปลอดภัยมากขึ้น
            พ.ศ. 2394 โจฮาน ลันสตรอม (Johan Lunstrom)ชาวสวีดิช ใช้ฟอสฟอรัสแดงผสมกาวทาผิวข้างกลักแทนการผสมที่หัวไม้ขีดไฟ ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้ไฟก็จะติดก็ต่อเมื่อขีด (ให้ฟอสฟอรัสแดงระเหิด โดยมีโพแทสเซียมคลอเรตและแอนติโมนีไตรซัลไฟด์เป็นตัวให้ออกซิเจน) กับกลักข้างกล่องเท่านั้น 
            พ.ศ. 2398 ไม้ขีดไฟของลันสตอมได้เข้าสู่กระบวนการผลิตด้วยเครื่องจักรและวางจำหน่ายไปทั่วโลกภายใต้ชื่อ “Safty Matches” นับล้านกล่อง

           โดยไม้ขีดไฟเดินทางเข้ามาในประเทศไทยในช่วงรัชกาลที่ 4 ซึ่งในสมัยแรกๆ เป็นสินค้านำเข้าจากสวีเดนและญี่ปุ่น
ภาพแสดงตัวอย่างหน้ากลักไม้ขีดไฟของญี่ปุ่น



              แต่ต่อมาในช่วงรัชกาลที่ 7 ประเทศไทยเริ่มมีโรงงานผลิตไม้ขีดไฟเป็นของตัวเอง จึงลดการนำเข้าไม้ขีดไฟลง และค่อยๆ หมดไปในที่สุด ซึ่งไม้ขีดไฟที่ผลิตในไทยจะนิยมใช้เป็นไม้เนื้อสีขาวที่ไม่แข็งและไม่อ่อนจนเกินไป เช่น ไม้มะยมป่า ไม้อ้อยช้าง ไม้มะกอก และไม้ปออกแตก เป็นต้น โดยโรงงานผลิตไม้ขีดไฟในยุดแรกๆ นั้น ได้แก่บริษัท มิ่นแซ จำกัด ผลิตไม้ขีดไฟตรานกแก้ว ตรารถกูบ ,บริษัท ตั้งอาจำกัด ผลิตไม้ขีดไฟตรามิกกี้เม้าท์, บริษัทไทยไฟ ผลิตไม้ขีดไฟตรา 24 มิถุนา ซึ่งเป็นรูปที่นั่งอนันตมหาสมาคม เป็นที่ระลึกในการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบบประชาธิปไตย เมื่อปี 2475 บริษัท สยามแมตซ์แฟกเตอร์รี่ หรือบริษัทผลิตไม้ขีดไฟไทยในปัจจุบัน ผลิตไม้ขีดไฟตราธงธงไตรรงค์ และตราพญานาค ซึ่งมีให้เห็นมาจนทุกวันนี้

        

           แม้ว่าการใช้งานไม้ขีดไฟจะไม่ได้รับความนิยมในปัจจุบันแล้ว  แต่เรื่องราวของไม้ขีดไฟก็ยังเป็นเรื่องเล่าที่ปู่ย่าตายายสมัยยังหนุ่มสาวชอบเล่าให้ฟังเวลาไฟดับ ที่ต้องควานหาไม้ขีดไฟเพื่อมาจุดไฟตะเกียงหรือเทียนเวลาไฟดับ ...แล้วที่บ้านของคุณล่ะ มีไม้ขีดไฟไว้จุดเทียนเวลาไฟดับ (แบบคลาสสิค) แบบคุณตาคุณยายหรือเปล่า?

         ก่อนที่ไม้ขีดไฟจะถูกลืมจนใช้ไม่เป็น, มาฟังเพลงเพราะๆเพลินๆกินใจจากน้องไม้ขีดไฟกันดีกว่า^^


THANKS A BRUNCH.

วันจันทร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ความรู้เกี่ยวกับ blogger


What's blogger?


                           Blogger เป็นอีกหนึ่งบริการของ Google ที่จะช่วยให้คุณมีพื้นที่สำหรับเขียนเรื่องราวต่างที่คุณต้องการในลักษณะของ blog หรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็นบริการที่ให้คุณสามารถมีเว็บไซต์ส่วนตัว โดยไม่มีค่าใช้จ่ายก็ได้ สำหรับคนที่อยากมีเว็บไซต์ส่วนตัว แต่ไม่อยากมีค่าใช้จ่าย 
                    blogger สามารถช่วยคุณได้ หากคุณต้องการใช้ blogger เพียงแค่สมัคร Gmailก็สามารถสร้าง blog ได้อย่างมากมาย (สมัคร Gmail เพียง Account เดียว สามารถสร้าง blogger ได้หลาย blog)


what's blogger

                         นอกจากนี้การสร้าง blog ด้วย blogger นั้นเชื่อมโยงพื้นที่เก็บรูปภาพเข้ากับ picasa ซึ่งเป็นบริการ ด้านภาพถ่ายทำให้คุณมีพื้นที่เขียน blog และพื้นที่เก็บรูปภาพที่สัมพันธ์กัน สำหรับรูปแบบของชื่อจะมีลักษณะดังนี้ http://android-apps24.blogspot.com/ ซึ่งจะเห็นว่าไม่มี www และด้านหลังชื่อจะมี .blogspot.com ต่อท้าย
                  blogger นั้นมีเทมเพลท (Template) ให้คุณเลือกใช้งานอยู่พอสมควร ทำให้ลดระยะเวลาและขั้นตอนในการออกแบบไปได้มากทีเดียว แต่ถึงแม้จะเป็นเทมเพลท คุณก็ยังสามารถปรับแต่งเทมเพลตได้ละเอียดเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นความกว้าง สีที่ใช้กับส่วนต่าง ๆ ขนาดตัวอักษรหรือแม้จะเป็นการกำหนดจำนวนคอลัมน์ก็สามารถทำได้ง่าย ๆ เพียงไม่กี่ขั้นตอน นอกจากนี้หากคุณมีความเข้าใจภาษา HTML คุณจะสามารถปรับแต่ง blogger ได้ละเอียดมากขึ้น หรือมีความสวยงามเพิ่มมากขึ้นนั่นเอง
                 การเขียนเนื้อหาของ blogger นั้นมีเครื่องมือในการเขียนบทความเหมือนกับชุดเครื่องมือในโปรแกรมประมวลผลคำต่าง ๆ เช่น จัดตำแหน่งข้อความ, แทรกรูปภาพ, ปรับแต่งตัวอักษร เป็นต้น เรียกได้ว่าเมื่อคุณลงมือเขียนบทความคุณจะรู้สึกเหมือนใช้โปรแกรมประมวลผลคำในการพิมพ์เอกสาร ซึ่งช่วยให้คนที่ไม่มีความรู้ในการเขียน Source Code สามารถสร้างเว็บไซต์ได้ง่ายขึ้น

website VS blogger

                          Webblog กับ Website ต่างกันอย่างไร 

                                1. Website ต้องมี Domain Name และ Hosting เป็นของตนเอง และเสียค่าใช้จ่ายส่วน Webblog นั้น เราสามารถสมัครใช้บริการได้ฟรี แต่เราต้องใช้ Domain ของผู้ให้บริการ Webblog นั้น ๆ อยู่ในชื่อ domainของเรด้วย เช่น http://ninetechno.blogspot.com  เป็นต้น
                         2. Website คุณสามารถสร้างรูปแบบของเว็บไซต์ได้เองมีความยืดหยุ่น ส่วน Webblog นั้นมี Template ให้เลือกโดยการเขียน blog ก็จะมีโครงสร้างที่ตายตัวไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้มากนัก
                         3. Website หากคุณต้องการเขียนเองต้องเรียนรู้ภาษาคอมพิวเตอร์หลายภาษาอยู่พอสมควร แต่ Webblog คุณเพียงแค่เรียนรู้การใช้งานเล็กน้อยคุณก็สามารถใช้งานได้

             
blogger

    
            Webblog ทำอะไรได้บ้าง

                  1. ทำเป็นเว็บไซต์ส่วนตัว
                       2. ไม่ค่อยเกิดปัญหาเรื่องเว็บล่ม
                       3. เขียนเรื่องราวต่าง ๆ และแบ่งปันให้กับผู้อื่น
                       4. หารายได้กับ google เช่น การเขียนบทความ และนำโฆษณาของ google มาติดลง webblog ของตนเอง
                       5. ทำธุรกิจที่เรียกว่า E-commerce ก็พอจะใช้ได้อยู่บ้างครับ 

              CREDIT : http://www.ninetechno.com/a/blogger/360-blogger.html